Archive by Author

หมวด ฅ.

25 ก.ย.

กลับหน้าคลังคำศัพท์ 

ฅ้อน

                โคนไม้ไผ่ขนาดท่อนแขน ยาวประมาณศอกเศษ ใช้ฟาด ทุบ ตีหรือขว้าง

ฅ้อนค้อง

                ไม้ตีค้อน ทำด้วยไม้เนื้อแข็งขนาดเท่าหัวแม่มือ ยาวประมาณ ๘-๙นิ้ว ปลายเป็นปุ่ม พันผ้าแถบจนเป็นปุ่มกลม ขนาดเหมาะกับขนาดฆ้อง

ฅ้อนหน้าแว่น

                (ถิ่นเหนือ ดู ตะลุมพุก)

เฅียง

                (ถิ่นเหนือ ดู เตาก้อนเส้า)

เฅียว

                (ถิ่นเหนือ ดู ตะลุมเคียว)

เฅี่ยน

                (ถิ่นเหนือ ดู เครื่องกลึง)

กลับหน้าคลังคำศัพท์ 

หมวด ค.

25 ก.ย.

กลับหน้าคลังคำศัพท์ 

คนโท

                ภาชนะสำหรับใส่น้ำ รูปร่างกลมอย่างหม้อน้ำแต่มีขนาดเล็ก คอสูง มักทำด้วยดินเผาไม่เคลือบเพื่อให้น้ำเย็นน่าดื่ม อาจตกแต่งลวดลายหรือขัดผิวให้มัน ในภาคเหนือเรียก กุณโฑหรือน้ำต้น

คบไฟ

                ของใช้สำหรับจุดไฟให้สว่าง ใช้ใบไม้ ขี้กบแห้งๆหรือเปลือกไม้ เช่น เปลือกเสม็ดคลุกน้ำยาง ห่อด้วยใบจากรวมกันเป็นดุ้นยาวๆเรียก ไต้

ครก

                เครื่องใช้สำหรับตำหรือโขลกของให้ละเอียด ทำด้วยไม้ หิน ดินเผาหรือโลหะ มีรูปร่างแตกต่างกันไปตามการใช้สอยวัสดุ แต่ต้องมีหลุมตรงกลางสำหรับใส่สิ่งที่ต้องการต่ำ โดยใช้สากเป็นเครื่องตำหรือโขลก ครกมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กสูงเพียง๓-๔นิ้ว ไปจนถึงครกขนาดใหญ่

คราด

                เครื่องมือสำหรับชักหรือลากขี้หญ้าในนา ทำด้วยไม้ มีฟันเป็นซี่ๆคล้ายหวี มีด้ามสำหรับถือ หาเป็นคราดขนาดใหญ่ที่ใช้ทำนาต้องใช้วัวหรือควายลาก โดยมีคันชักที่ปลายตัวคราดทั้งสองข้าง ปลายคันชักมีคล้องคล้ายแอกหรือคอม คราดมี๒ชนิด คือ คราดเดี่ยว ใช้วัวหรือควายลากเพียงตัวเดียว และ คราดคู่ ที่ใช้วัวหรือควายลากสองตัว

                คราด ภาคเหนือเรียกว่า ขอแหย่ง คราดทำนาเรียก เผือ

คร่ำ

                งานหัตถกรรมประเภทหนึ่งใช้เงินหรือทองฝังลงในเนื้อเหล็กเป็นลวดลาย เพื่อตกแต่งภาชนะเครื่องใช้หรืออาวุธ เช่น กรรไกร ดาบ หอก ง้าวเป็นต้น หากใช้เงินฝังเรียก คร่ำเงิน หากใช้ทองฝั่งเรียก คร่ำทอง

ครุบ

                เครื่องดักสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก หนู ทำด้วยตาข่ายหรือสานด้วยไม้ไผ่ใช้เหยื่อล่อให้สัตว์เข้าไปติดและจับได้ขณะที่สัตว์ยังไม่ตาย ครุบดักนกเรียก ครุบนก ดักหนูเรียก ครุบหนู ครุบชนิดหนึ่งเป็นครุบจับตายเรียก ครุบตาย กระท้ำหรือขะตำ ซึ่งเป็นกับดักหนูประเภทเดียวกับฟ้าทับเหว (ดูฟ้าทับเหว)

คล็อก

                มีดชนิดหนึ่งมีปลายแหลมงอน ด้ามงอเล็กน้อย มีฝักหรือปลอกสำหรับเก็บมีดเมื่อใช้เหน็บเอวเช่นเดียวกับมีดพกในภาคกลาง ใช้สำหรับป้องกันตัว บางเล่มใช้ในการแกะสลักด้ามเป็นลวดลาย การเรียกมีดชนิดนี้ว่า คล็อก สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า คล็อก ในภาษามลายู แปลว่า คดหรืองอ ตามลักษณะของด้ามมีดที่มีด้างอ

                มีดคล็อก บางถิ่นเรียก คล็อก ไม้คล็อก

ค้อน

                เครื่องมือสำหรับ เคาะ ตอก ตี ทุบ ทำด้วยวัสดุหลายอย่าง เช่น ไม้ เหล็ก ทองเหลือง มักทำหัวให้งอตั้งฉากกับด้าม รูปร่างหัวค้อนแตกต่างกันตามการใช้สอย เช่น กลม สี่เหลี่ยม เป็นต้น

คาน

                ใช้สำหรับหาบหรือหามสิ่งของ ทำด้วยไม้ หรือไม้ไผ่ คานไม้ไผ่สำหรับหาบใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกขนาดเท่าผ่ามือ เหลาให้กลางป่อง หัวและท้ายเรียวเล็ก เหลือข้อไม้เป็นปุ่มไว้กันไม่ให้สาแหรกหรือเชือกหูกระบุง หูกระปาหรือหูภาชนะเลื่อนหลุดจากปลายคาน

                คายไม้ไผ่ในบางถิ่นทำปลายคานเป็นรูปต่างๆให้สวยงาม เช่นทำให้โค้งงอนขึ้น เรียกว่า คานหงส์

เครื่องกลึง อ่านเพิ่มเติม

หมวด ข

23 ก.ย.

กลับหน้าคลังคำศัพท์ 

ข่ม

                การสานที่ใช้ตอกกดลงบนตอกอีกเส้นหนึ่ง อาจจะสอดขัดกันในแนวตั้งฉากตามลักษณะลายขัด หรือสอดในมุมทแยงอย่างลายเฉลวหรือลายตาเข่ง ข่มเป็นวิธีสานที่สลับกับยก หรือยกตอกขึ้นเพื่อสอดตอกเข้าไปแล้วข่มหรือกดลง การสานยกและข่มเป็นพื้นฐานของการสานและการทอ

ขยาบ

                เครื่องกันแดดและฝนบนเรือกำปั่นหรือเรือเอี้ยมจุ๊น ทำด้วยไม้เป็นแผงสี่เหลี่ยมกรุด้วยใบจาก ใบตาล หรือสังกะสีพาดเป็นเพิงต่อจากประทุนท้ายเรือ มักเลื่อนเข้าออกได้

ขลุม

                เชือกถักสวมหัวม้าสำหรับล่ามหรือจูง บางถิ่ใช้เชือกร้อยกับไม้สองอันขนาดเท่ากับหน้าม้าเพื่อช่วยไม่ให้ขลุมหลุดง่าย

                ขลุม อีสานเรียก แคม้า เค่มม้า

ขอ

                เครื่องแขวนคอสัตว์เพื่อให้เกิดเสียง ตัวขอขุดด้วยไม้เนื้อแข็งมีหูไม้สำหรับผูกเชือกสองข้าง ขุดเป็นโพรง มีไม้เล็กๆเป็นลูกกระทบห้อยอยู่ในด้านในสองหรือสามอัน เมื่อแกว่งจะเกิดเสียงทำให้เจ้าของรู้ว่าสัตว์ของตนอยู่ที่ไหน

ข้อง

                เครื่องจักสานสำหรับใส่ปลาหรือสัตว์น้ำ มีรูปร่างต่างกันไปตามการใช้งาน เช่นข้องสำหรับสะพายหรือหิ้วมักมีรูปกลม คอคอด ปากกลม มีงาเป็นฝาปิด เรียก ข้องตั้งหรือข้องยืน ข้องสำหรับลอยน้ำ คอกลม ตัวข้องป่อง มีทุ่นขนาบเพื่อให้ลอยน้ำได้ เรียกว่า ข้องลอยหรือข้องเป็ด

                ข้อง บางทีเรียก ตะข้อง

ขัน

                ภาชนะสำหรับใส่หรือตักน้ำดื่ม หรือใส่ข้าว รูปมะนาวตัด ทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น เงิน ทองแดง ทองเหลืองเป็นต้น มีทั้งชนิดมีลวดลายและไม่มีลวดลาย การเรียกชื่อขันจะเรียกตามการใช้งาน เช่น ขันเชิง ขันมีเชิงสำหรับตั้ง ขันน้ำพานรอง ขันที่มีพานรองรับ เป็นต้น

เข่ง

                ภาชนะจักสานด้วยตอกเป็นตาโปร่งรูปหกเหลี่ยมเรียก ลายตาเข่ง เข่งมีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน เรียกตามการใช้สอย เช่น ใส่ปลาทู เรียกเข่งปลาทู เข่งสำหรับใส่ไก่ เรียกเข่งไก่ เป็นต้น

เขนง

                ภาชนะสำหรับใส่ดินปืนที่ใช้ที่ใช้ประจุปืนแก๊ป ทำจากเขาวัวหรือเขาควาย โดยอุดโคนเขาให้ตันแล้วตัดด้านแหลมปืนปากสำหรับกรอกดินปืน ใช้ไม้กลึงหรือถากเป็นจุก และมีพวยสำหรับกรอกดินปืนเข้ากระบอกปืน และมักมีถุงที่ถักด้วยหวายสำหรับใส่กระสุนปืนด้วย บางถิ่นทำด้วยไม้เป็นรูปร่างต่างๆกันและแกะสลักเป็นลวดลายทารักหรือชาด

เขิง

                เครื่องจักสานสำหรับจับสัตว์น้ำประเภทตะแกรง แต่มีขนาดเล็ก ใช้ช้อนกุ้ง ปู ปลาในแหล่งน้ำตื้น

เขียง

                ไม้แผ่นกลมๆหรือสี่เหลี่ยม มักทำจากไม้เนื้อเหนียว เช่นไม้มะขาม ใช้รองหรือสับ เขียงมีขนาดต่างๆกันตามการใช้สอย มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงหนึ่งคืบจนถึงหนึ่งศอก

กลับหน้าคลังคำศัพท์ 

หมวด ก

23 ก.ย.

กลับหน้าคลังคำศัพท์ 

 กก

                ชื่อพรรณไม้ชนิดหนึ่งขึ้นในที่มีน้ำแฉะ ลำต้นกลมสูง ใช้ทอเสื่อ เรียกเสื่อกก

กง

                ส่วนประกอบของเรือทำด้วยไม้ตามรูปร่างเรือ ตั้งบนไม้กระดูกงูเรียงกันเป็นช่วงๆตลอดลำ เพื่อรับไม้ข้างเรือและไม้ท้องเรือที่ประกอบกันขึ้นเป็นเรือ กงมักเรียกตามลักษณะและการใช้งาน เช่น กงค้างหรือกงข้าง คือกงข้างเรือลงไปไม่ถึงท้องเรือ

กงเกวียน

                ไม้รอบล้อเกวียนรูปวงกลม ทำด้วยไม้เนื้อแข็งโค้งเป็นส่วนๆ แล้วนำมาประกอบกันจนเป็นวงกลม มีกำทำด้วยไม้เป็นซี่ เรียงกันจนเต็มวงล้อประมาณ ๑๖ ซี่ ด้านหนึ่งของกำฝังลงในดุมซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของล้อเกวียน ล้อเกวียนจึงประกอบกันเป็นวงล้อได้ด้วย กง กำ ดุม

                กงเกวียน บางทีเรียก ไม้ฝักมะขาม ตามลักษณะของไม้ที่เลื่อยให้โค้งอย่างฝักมะขามเป็นชิ้นๆแล้วนำมาต่อกันจนเป็นวงกลม

กงจักร

                เครื่องเล่นอย่างหนึ่งทำด้วยฝากระป๋องนม ฝาขวดโซดา หรือ ฝาเบียร์ที่ทุบให้แบน เจาะรูตรงกลางสองรูให้ห่างกันประมาณ ๑-๒ เซนติเมตร ร้อยเชือกผ่านรูทั้งสองให้ยาวประมาณ ๒ คืบ ผูกปลายเชือกเข้าด้วยกัน เลื่อนฝากระป๋องหรือกงจักรให้อยู่กึ่งกลางเชือก สอดนิ้วกลางของทั้งสองมือเข้าระหว่างปลายเชือกทั้งสองข้าง แกว่งเชือกให้กงจักรหมุนกลับไปกลับมา จะเร็วจะช้าขึ้นอยู่กับจังหวะการดึงเชือกของผู้เล่น กงจักรเป็นเครื่องเล่นพื้นบ้านที่เด็กมักทำเล่นเมื่อประมาณ ๕0ปีที่แล้ว

กงดีดฝ้าย

                เครื่องดีดฝ้ายให้ปุย ทำด้วยไม้ไผ่คล้ายคันกระสุน แต่ด้านหนึ่งโค้งยาวกว่าอีกด้านหนึ่ง มีเชือกขึงเป็นสายสำหรับดีดฝ้าย การยิงหรือดีดฝ้ายใช้ด้านยาวลงไปดีดฝ้ายที่อยู่ในกะเพียดหรือภาชนะใส่ฝ้าย โดยดึงสายกงแล้วปล่อยสลับกันไปเรื่อยๆจนปุยฝ้ายฟู จึงขยุ่มปุยฝ้ายไปพันรอบไม้กลมๆคล้ายตะเกียบอย่างหลวมๆเพื่อนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายต่อไป

ก้นนกกวัก

                เรือนเครื่องผูกหรือเรือนไม้บั่วของภาคเหนือที่สร้างหลังคาทรงจั่วเปิดด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งที่ทำเป็นปีกนกคลุมสูงครึ่งจั่ว ทำให้หลังคาดูเหมือนรูปร่างของนกกวัก เรือนชนิดนี้มักปลูกไว้ตามไร่ นา เพื่อเป็นที่พักชั่วคราว

กบ

                เครื่องมือสำหรับไสไม้ให้เรียบ หรือไสตามลักษณะที่ต้องการ เช่น ไสเป็นราง บัว บังใบ กบแต่เดิมทำด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เจาะเป็นช่องสำหรับสอดใบกบที่แผ่นเหล็ก ปลายคมอย่างสิ่วเป็นตัวไสไม้ หน้าของใบกบจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของไม้ที่ไสให้มีรูปต่างๆ กบที่ใช้โดยทั่วไปมีหลายชนิด ได้แก่ กบกระดี่ กบนาง  กบบรรทัด กบบัว กบทวาย เป็นต้น ภาคเหนือ เรียก เต่า

กบาล

                ภาชนะทำด้วยกาบกล้วยเป็นรูปกระบะ ใช้ใส่กระทงเครื่องเซ่นผีและตุ็กตาดินเหนียว หรือตุ็กตาเสียกบาล เพื่อนำไปวางทิ้งไว้ที่ทางสามแพร่งหรือปล่อยลอยน้ำเพื่อสะเดาะเคราะห์

กรง

                ที่สำหรับขังสัตว์ เช่น นก ไก่ มักทำเป็นซี่ประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยมหรือทรงกระบอก อาจจะตั้งอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายได้ เช่น กรงไก่ กรงนกเขา กรงนกขุนทอง

                กรง ภาคเหนือ เรียกว่า หับ

กรบ

                เครื่องมือแทงปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายฉมวกแต่ขนาดใหญ่กว่าทำด้วยเหล็กขนาดนิ้วมือ ปลายแหลมมีด้ามยาว ตัวกรบแยกเป็น๓แฉก ๕แฉก หรือ ๗แฉก ด้ามงอโค้งรับกับมือเพื่อให้จับสะดวก บางทีแกะสลักเป็นรูปสัตว์ เช่น นก ลิง งู ส่วนต่อจากตัวกรบทำด้วยไม้รวกหรือไม้ไผ่ขนาดโดตกว่าหัวแม่มือ ยาวประมาณ ๒ศอก มี ๓อัน หรือ ๕อัน แล้วแต่จำนวนแฉกของกรบนั้น ปลายด้านล่างจะสวมเหล็กแหลม โดยใช้ครั่งยึด มีปลอกเล็กเป็นแหวนรัดอีกที เช่นเดียวกับฉมวก ระหว่างกลางัวกรบมักมีหวายมัดรัดไม่ให้ตัวกรบแยกจากกันระหว่างจับปลา

                กรบ บางถิ่นเรียกว่า กบหรือตบ

กรรไกร

                เครื่องมือสำหรับตัดโดยใช้หนีบทำด้วยเหล็ก มีสองขาและมีความคมอย่างมีด มีด้ามเป็นที่หนีบ จุดหมุนอยู่ที่หัว กรรไกรจะมีรูปร่างต่างกันและเรียกชื่อตามลักษณะการใช้หรือรูปร่าง ได้แก่ กรรไกรหนีบหมาก กรรไกรหัวหงส์ กรรไกรตัดผม กรรไกรตัดกระดาษ เป็นต้น

                กรรไกร บางทีเรียก กรรไตร ตะไกร

กรวย

                สิ่งที่มีรุปร่างกลมกลวงยาวเรียวแหลม เช่น กรวยที่เย็บด้วยใบตองสำหรับใส่ดอกไม้ หรือกรวยครอบกระทงทีฝาเป็นกรวย ข้างในใส่ดอกไม้ เป็นต้น หรือ กรวยสำหรับใช้กรอกของเหลวให้ไหลลงในภาชนะปากแคบ

กร้อ

                เครื่องจักสานยาด้วยชันและน้ำมันยาง รูปร่างคล้ายบุ้งกี๋แต่เล็กกว่า ใช้สำหรับวิดน้ำ กร้อมักยาชันเคลือบจนหนาเพื่อความทนทานและไม่ให้น้ำซึมรั่ว

                กร้อ บางถิ่น เรียก ตะกร้อ แครง แคลง

กรอง

                เครื่องจักสานไม้ไผ่สำหรับกรองของเหลว สานด้วยตอกเล็กๆและสานเป็นตาถี่ๆ พอให้ของเหลวผ่านได้แต่สิ่งอื่นๆผ่านไม่ได้

กระจับ

                เครื่องแขวนสำหรับตกแต่งชนิดหนึ่ง ใช้แขวนเปลเด็กให้แกว่งไปมาเมื่อเปลไกว ให้เด็กดูเพลินก่อนนอนเหมือนปลาตะเพียนใบลาน แต่เดิมทำด้วยเศษผ้าเย็บเป็นรูปกระจับหรือรูปสามเหลี่ยม ข้างในยัดนุ่นร้อยด้วยด้ายแขวนเป็นพวง ระหว่างตัวกระจับอาจร้อยสลับด้วยลูกปัด กระดาษตะกั่วในซองบุหรี่ หรือลูกเดือยแล้วแต่จะหาได้

กระจับแรม

                เครื่องดักปลาไหลสานด้วยตอกไม้ไผ่ รูปร่างคล้ายขวดคอคอด ก้นมีช่องสำหรับใส่งาสามช่อง งาแต่ละอันสามารถถอดเข้าออกได้โดยมปิ่นหรือสลักไม้ไผ่เสียบสองข้างของงา ตัวกระจับแรมจะสานทึบ ส่วนที่ปากจะมีเหยื่อจำพวกหอยเน่า ปูเน่า สอดไว้ภายในเพื่อไม่ให้เหยื่อเสียหาย และยังช่วยรักษากลิ่นคาวของเหยื่อไว้ได้นานอีกด้วย

                กระจับแรมมีช่องให้ปลาเข้า ๓ ทาง ชาวบ้านบางท้องถิ่นจึงเรียก อีจู้สามทาง ในภาคใต้เรียก ข้องดักปลาไหล

กระจ่า

                เครื่องใช้ครัวเรือนสำหรับตักอาหาร ตัวกระจ่าทำด้วยกะลา ด้ามทำด้วยไม้ ใช้หวายผูกตัวและด้ามให้ติดกัน กระจ่าที่ใช้ทั่วไปมี ๓ชนิด คือ กระจ่าชนิดแบนใช้ตักข้าว ชนิดลึกใช้ตักแกง ชนิดลึกมากให้ตักของหวาน

                กระจ่า ภาคเหนือเรียกว่า พาก ภาคใต้เรียก จวักหรือหวัก

กระจาด

                ภาชนะสานด้วยตอกและหวาย รูปร่างเตี้ยๆ ปากกลมก้นสอบเป็นสี่เหลี่ยมหรือหกเหลี่ยม ตัวกระจาดสานทึบหรือสานโปร่งด้วยลายเฉลวหกมุม เฉลงดาว ลายตาจีนหรือลายตาชะลอม ปากมีขอบไม้ผูกด้วยหวาย ก้นเสริมขอบและทำขาเพื่อความแข็งแรงและทนทาน โดยทั่วไปใช้ใส่พืชผักผลไม้

                กระจาดอาจเรียกเครื่องสานที่สานตาโตๆมีขอบปากสำหรับใส่ของอย่างอื่น เช่น ภาชนะสำหรับใส่สิ่งของทิ้งเป็นทานในพิธีทิ้งกระจาด หรือเรียกตามการใช้งาน เช่น กระจาดผลไม้ กระจาดหาบ เป็นต้น

กระจูด

                พรรณไม้ชนิดหึ่งลำต้นกลม ข้างในกลวง มีเยื่ออ่อนขั้นเป็นข้อๆ ขึ้นในที่ชื่นแฉะ ชาวบ้านนำมาสานเป็นเครื่องใช้ โดยตัดต้นกระจูดมาคลุกโคลนดินสอ ตากแดด  ตากน้ำค้าง แล้วทุบให้แบนด้วยสาก แล้วสานเป็นเสื่อ หรือ สาด

กระชอน

                เครื่องกรองของเหลวชนิดหนึ่ง สานด้วยตอกไม้ไผ่เป็นตาถี่ๆ รูปร่างคล้ายมะนาวตัด หรือบางทีทำขอบเป็นสี่เหลี่ยม มีหูสำหรับวางหาดปากหม้อ ปกชาม เพื่อกรองกะทิ กรองเล็ดพืช หรือใช้ตากเมล็ดพืชชนิดเล้กๆ ได้แก่ เมล็ดแตงกวา ฟัก แฟง แตงโม เป็นต้น

กะลา

                ส่วนแข็งที่หุ้มเนื้อมะพร้าว มักผ่าเป็นซีกตามขวาง ซีกที่มีตาเรียก กะลาตัวผู้ ซีกตันเรียก กะลาตัวเมีย คนไทยนำกะลามาใช้ประโยชน์หลายอย่าง ได้แก่ ใช้ทำเป็นภาชนะสำหรับตักน้ำ ทำกระบวย ทำกะลาซอ เป็นต้น

กอและ

                (ถิ่นใต้) เรือประมงที่ใช้ในแถบจังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีลักษณะเป็นเรือยาวที่ต่อด้วยไม้กระดานโดยทำให้ส่วนหัวและท้ายสูงขึ้นจากลำเรือให้ดูสวยงาม นิยมทาสีแล้วเขียนลวดลายด้วยสีฉูดฉาดเป็นลายไทยหรือลายอินโดนีเซีย ซึ่งนำมาประยุกต์ให้เหมาะกับลำเรือ เรือกอและมี ๒ แบบคือ แบบหัวสั้นและแบบหัวยาว ขนาดของเรือแบ่งเป็น ๔ ขนาด โดยยึดความยาวของลำเรือเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง คือ ขนาดใหญ่ยาว ๒๕ ศอก ขนาดกลางยาว ๒๒ ศอก ขนาดเล็กยาว ๒๐ ศอก และขนาดเล็กมากเรียกว่า “ลูกเรือกอและ” ยาว ๖ ศอกโดยประมาณ และด้านนอกซึ่งค่อนขึ้นไปทางขอบเรือ ทำเป็นขอบนูนออกมาข้างนอก ลักษณะเป็นกันชนของเรือยาวตลอดลำเรือเรียกว่า “ปาแปทูวอ” ที่ตอนล่างของปาแปทูวอทำรอยแซะเนื้อไม้ด้วยกบให้เป็นแนวยาวตลอดลำเรือเรียกว่า “กอมา” เรือทั้งลำ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหัวเรียกว่า “ลูแว” ส่วนท้ายเรียกว่า “บูเระแต” ถ้าแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหัวเรียกว่า “ปาลอ” ส่วนกลาง (ลำเรือ) เรียกว่า “ตือเราะ” ส่วนท้ายเรียกว่า “ปูงง”

กลับหน้าคลังคำศัพท์  

อุดม สมพร

30 ก.ค.
นายอุดม สมพร เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2485 ที่บ้านเลขที่ 46 บ้านไร่ต้นมะม่วง(หมู่ 13 เดิม) ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นบุตรนายเนียมและนางชวา สมพร สมรสกับ น.ส.มะลิ เอื้อนอาจ มีบุตรสาว จำนวน 2 คน
ใน ด้านการศึกษา ท่านเข้ารับการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนแคทราย ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี ในปี พ.ศ.2494 เข้ารับการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ อ.เมืองราชบุรี ในปี พ.ศ.2498 เข้ารับการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาที่โรงเรียนฝึกหัดครู เพชรบุรี ในปี พ.ศ.2506 เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2515 และเข้ารับการศึกษาระดับปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิตที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2518
ผลงานที่ท่านได้สร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์มรดกไทยมีมากมายหลายประการด้วยกันที่สำคัญ ได้แก่
  • เป็น ผู้ดำเนินการโครงการสร้างศูนย์สืบทอดศิลปผ้าจกราชบุรีขึ้นที่บริเวณวัดแค ทราย ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 5 ธันวาคม 2530 โดยใช้เป็นสถานที่ฝึกหัดทอผ้าจกและศูนย์วิชาการเกี่ยวกับผ้าจก ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้าภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมเกี่ยวกับผ้า จก ที่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าของชาวไทยวนใน จ.ราชบุรี
  • เป็น ผู้ร่วมจัดตั้งศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี ขึ้น จำนวน 3 แห่ง คือ ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี หน่วยที่ 1 วัดคูบัว ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี หน่วยที่ 2 วัดนาหนอง ต.ดอนแร่ อ.เมืองราชบุรี ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี หน่วยที่ 3 วัดรางบัว ต.รางบัว อ.จอมบึง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ฝึกหัดทอผ้าจก และจำหน่ายศิลปหัตถกรรมเกี่ยวกับผ้าจกให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
  • เป็น ผู้ร่วมจัดกิจกรรมฟื้นฟูศิลปผ้าจกไทยวนราชบุรี ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทั้งใน จ.ราชบุรีและจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน
  • เป็น ผู้จัดทำหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2538 ประเภทวิชาศิลป สาขาศิลปหัตถกรรม ให้แก่กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นให้แก่วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี
  • เป็นผู้จัดทำสื่อการเรียนการสอนการฝึกหัดทอผ้าจกด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (HAND-HI-TECH) ให้แก่นักเรียนทอผ้าระบบทวิภาคี
  • เป็นผู้จัดตั้งกลุ่มผู้สนใจวิชาชีพทอผ้าจกเพื่ออนุรักษ์ศิลปผ้าจกและพัฒนาอาชีพเสริมให้แก่ประชาชนใน จ.ราชบุรี
  • เป็นผู้สร้างกี่ทอผ้าพุ่งกระสวยด้วยมือที่ใหญ่ที่สุดในโลกไว้ในศูนย์สืบทอดศิลปผ้าจกราชบุรี
  • เป็นผู้จัดให้มีการทอผ้าจกรวมลายใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อมอบให้จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี
  • เป็น ผู้จัดให้มีการทอผ้าจกรวมลาย “จกภูษา กาญจนาภิเษก” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระยาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสครองราชย์เป็นปีที่ 50 พ.ศ.2539

เกียรติคุณและรางวัลที่ท่านได้รับเกี่ยวกับงานด้านการอนุรักษ์มรดกไทย ที่สำคัญ ได้แก่

  • ใน ปี พ.ศ.2529 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของชมรมราชบุรีสมุนไพรในโครงการตามพระ ราชดำริสวนป่าสมุนไพรในโครงการตามพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร
  • ใน ปี พ.ศ.2533 ได้รับประกาศนียบัตรขอบคุณในฐานะผู้มีอุปการะคุณจากสถาบันวัฒนธรรมภูมิภาค ตะวันตก มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับรางวัลพระราชทานที่ 1 ประเภทผ้าไหมลายพื้นบ้าน ในการประกวดที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
  • ในปี พ.ศ.2534 ได้รับประกาศเกียรรติคุณจากกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของชาวไทยยวนราชบุรี
  • ใน ปี พ.ศ.2536 ได้รับรางวัลชนะเลิศประกวดผ้าซิ่นตีนจก จากคณะกรรมการจัดงานวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จ.ราชบุรี ได้รับประกาศเกียรติคุณ ยกย่องเป็นนักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่นระดับชาติ ประจำปี พ.ศ.2536 จากคณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย ในฐานะผู้มีผลงานการสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกไทย และได้รับพระราชทานรางวัลดีเด่นในการประกวดผ้าประเภทที่ 1 ผ้าโบราณ และรางวัลชมเชยในการประกวดผ้าประเภทที่ 2 ผ้าตีนจก จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 12 สิงหาคม 2536
  • ใน ปี พ.ศ.2537 ได้รับเกียรติบัตรจากกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะครูอาจารย์ผู้ปฏฺบัติหน้าที่เพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ไทยให้แก่เยาวชนในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ให้แก่องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย
  • ใน ปี พ.ศ.2541 ได้รับการประกาศเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล สาขาศฺลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับผ้าเป็นบุคคลแรกของสาขา ทะเบียนเลขที่ 31/2541 และได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีให้เป็นบุคคลดีเด่นของชาติ ประจำปี 2541 สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิคนไทย ด้านอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 และได้เข้ารับโล่และเข็มเชิดชูเกียรติจากนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2543

หนังตะลุง

30 ก.ค.
นอกจากจะถือ ว่าหนังตะลุงเป็นเรื่องบันเทิงใจอย่างมหรสพทั่วๆ ไปแล้ว ยังมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ปะปนอยู่ด้วยหลายประการ ซึ่งจะประมวลเป็นข้อๆ ต่อไปนี้คือ
1. ความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอ ครูหมอคือบูรพาจารย์และบรรพบุรุษที่นายหนังแต่ละคนสืบเชื้อสายมา โดยเชื่อว่าครูเหล่านั้นยังห่วงใจผูกพันกับนายหนัง หากนายหนังบูชาเซ่นพลีตามโอกาสอันควร ครูหมอก็จะให้คุณ แต่หากละเลยก็อาจให้โทษได้ หนังตะลุงแทบทุกคนจึงมักตั้ง ตั้งหิ้ง (ชั้นไม้ขนาดเล็ก แขวนไว้ข้างฝาในที่สูง) ให้เป็นที่สถิตของครู ปักธูปเทียนบูชาและจะมีพิธีไหว้ครูเป็นระยะๆ เช่น 3 ปีต่อครั้ง ปีละครั้งเป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่จะตกลงกับครูไว้อย่างไร
2. ความเชื่อเกี่ยวกับรูปหนัง เชื่อว่ารูปทุกตัวที่ผูกไม้ตับ ผูกมือ เบิกปาก เบิกตา ชุบร่าง แล้วย่อมมีอาถรรพณ์ผู้ใดเล่นด้วยความไม่เคารพย่อมไม่เกิดมงคลแก่ตน อีกประการหนึ่งรูปแต่ละประเภทมีศักดิ์ไม่เท่ากัน การจัดเก็บต้องเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ และต้องเอารูปที่มีศักดิ์สูงไว้บนเสมอ
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ รูปศักดิ์สิทธิ์ การทำรูปชนิดนี้ต้องเลือกหนังสัตว์ที่ตายไม่ปรกติ เช่น ถูกฟ้าผ่าตาย คลอดลูกตาย และหากเลือกชนิดสัตว์ได้เหมาะกับรูปก็ยิ่งจะทำให้ขลัง เช่น รูปตลกทำด้วยหนังหมี รูปฤาษีทำด้วยหนังเสือ เป็นต้น
3. ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเดินทาง ก่อนออกเดินทางต้องทำพิธี ยกเครื่อง โดยประโคมดนตรีอย่างสั้นๆ นายหนังบอกกล่าวขอความสวัสดีจากครูหมอ ขณะเดินทางถ้าผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือวัดวาอารามเก่าๆ จะหยุดประโคมดนตรีถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้น เมื่อถึงบ้านเจ้าภาพจะว่าคาถา ทักเจ้าบ้าน (ทักทายเจ้าที่รักษาบ้าน) แล้วประโคมดนตรีสั้นๆ เรียกว่า ตั้งเครื่อง (บางคณะอาจตั้งเครื่องก่อนทำพิธีเบิกโรงก็ได้)
4. ความเชื่ออื่นๆ ซึ่งมักเป็นเรื่องไสยศาสตร์ที่ทำเพื่อป้องกันปัดเป่าเสนียดจัญไร ขอความสวัสดีมีชัย สร้างเมตตามหานิยม เช่น ก่อนขึ้นโรงดินเวียนโรงทำพิธีปัดเสนียด ผูกหนวดราม (เชือกผูกจอ) เส้นสุดท้ายพร้อมว่าคาถาผูกใจคน เป็นต้น
ความเชื่อของหนังตะลุงมีมาก ในอดีตถือว่าไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่นายหนังต้องเรียนรู้ แสดงหนังได้ดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องรอบรู้ไสยศาสตร์อย่างดีด้วยจึงจะเอาตัวรอด แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องนี้เท่าใดนัก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

28 ก.ค.

พระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือการเสด็จ พระราชดำเนินตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกแห่งหน ทั่วทุกภาคของประเทศไทยพระราชกรณียกิจนี้ ได้ทรงปฏิบัติติดต่อกันมานานนับเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว จึงทำให้ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎรว่ามีความทุกข์สุขอย่างไร ที่ทรงเป็นห่วงมากก็คือ ความยากจนของราษฎรจึงทรงมีพระราชประสงค์จะจัดหาอาชีพให้ราษฎรทำ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เพียงพอแก่การยังชีพ ในภาวะปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในงานฝีมือพื้นบ้าน หรือศิลปกรรมพื้นบ้าน ที่จัดทำขึ้นโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นมาก พระองค์จึงส่งเสริมในเรื่องนี้โดยการจัดให้มีครูออกไปฝึกสอนราษฎร

เป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพ ของงานให้ดียิ่งขึ้น เมื่อราษฎรมีความชำนาญแล้วผลงานที่ผลิตออกมา ก็จะทรง รับซื้อไว้ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งงานนี้ต่อมาได้ขยายออกเป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2519 และได้ทรงจัดตั้งโรงฝึกอบรมศิลปาชีพขึ้นแห่งแรกที่พระตำหนักสวนจิตรลดา.ในวันฉัตรมงคลปี 2523 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้นาย
ธานินทร์ กรัยวิเชียร รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ สรรหาที่ดินที่ใกล้เคียงกับพระราชวังบางปะอินเพื่อจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพอีกแห่งหนึ่ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร จัดหาที่ดินได้ 2 แปลง เป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้รัฐบาลจัดการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ราษฎรผู้ยากไร้ได้มีที่อยู่และทำมาหากินตามอัตภาพ แปลงหนึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก อีกแปลงหนึ่งอยู่ที่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ดินแปลงที่อยู่ที่อำเภอบางไทรด้วยพระองค์เอง ซึ่งที่ดินแปลงนี้มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 750ไร่เศษ และทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าสมควรจะสร้างศูนย์ศิลปาชีพ ณ ที่นี้ วันที่ 3 มิถุนายน 2523 รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ และรัฐบาลยังได้มีมติให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุนโครงการของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดตั้งขึ้นโดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการดูแล
สถานที่และการฝึกอบรม และมีหน่วยทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ มาช่วยดูแลในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดฝึกอบรมศิลปาชีพเรื่อยมา และมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก 200 ไร่เศษ รวมเป็นเนื้อที่ของศูนย์ฯ ทั้งหมดเกือบ 1,000 ไร่ในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเปิดศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2527

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.