เครื่องกระดาษ

 
ว่าวจุฬา

  ว่าวจุฬาเป็นว่าวรูปดาวหัวแฉก สันนิฐานว่าได้อิทธิพลมาจากว่าวรูปดาวของอินเดีย แต่เดิมเรียกว่า “ว่าวกุลา” ว่าวจุฬาเป็นที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ ไม้ทำโครงทำจากไม้ไผ่ซีกหนา 5 อัน คือ ไม้อก 1 อัน ไม้ปีก 2 อัน ไม้ขากบ 2 อัน ไม้ทั้ง 5 อันต้องเหลาให้เรียว ว่าวจุฬาได้ชื่อว่าเป็นว่าที่ทำยาก ต้องใช้ความชำนาญและความประณีตในการทำมาก ถ้าทำโครงว่าวไม่ได้ส่วนจะบังคับไปในทิศทางที่ต้องการได้ยาก เครื่องประกอบว่าวจุฬาอีกอย่างหนึ่ง คือ ป่าน ป่านที่เหมาะกับว่าวจุฬาคือป่านสี่เกลียวซึ่งมีความเหนียวคงทน ว่าวการแข่งขันเพื่อการพนันในสนาม แต่ละฝ่ายต้องเตรียมอาวุธไว้ต่อสู้กัน ว่าวปักเป้ามีเหนียงเป็นอาวุธ ว่าวจุฬามีลูกดิ่งและจำปาเป็นอาวุธ การทำเหนียงและลูกดิ่งจะต้องศึกษาเป็นกรณีพิเศษ 

ผีตาโขน
  ส่วนหัวของหน้ากากผีตาโขนทำด้วยหวดนึ่งข้าวเหนียวนำมาหักพับขึ้นให้มีลักษณะคล้ายหมวก ส่วนหน้าทำจากโคนก้านมะพร้าว ถากเป็นรูปหน้ากาก แล้วเจาะช่องตา สำหรับจมูกของผีตาโขนนั้น ในสมัยก่อนจะมีขนาดเล็กค้ายจมูกของคนธรรมดาทั่วไป แต่ในปัจจุบันมักทำในลัษณะยาวแหลมคล้ายงวงช้าง โดยทำจากไม้นุ่นซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน นำมาแกะเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนเขาทำจากปลีมะพร้าวแห้ง นำมาตัดเป็นขนาด
และรูปทรงตามต้องการ  การประกอบส่วนต่างๆ ของหน้ากากนั้น ส่วนหัว หน้าและเขาก็จะใช้เชือกเย็บติดเข้าด้วยกัน ส่วนจมูกจะยึดติดกับหน้ากาก โดยจะใช้ตะปูตียึดจากด้านใน การตกแต่งลวดลายต่างๆในปัจจุบันนิยมใช้สีน้ำมัน ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีสีน้ำมัน จะใช้สีจากธรรมชาติ
เช่น ขมิ้น ปูนขาว ขี้เถ้า ปูนแดง เขม่าไฟ เมื่อตกแต่งลวดลายเสร็จแล้ว ด้านหลัง จะใช้เศษผ้าเย็บต่อจากหน้ากากและหวด
ให้คลุมส่วนคอจนถึงไหล่  การทำหน้ากากผีตาโขนเป็นงานศิลปะพื้นบ้าน ที่ถูกถ่ายทอดสู่ลูกหลานรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยมีรูปแบบที่หลากหลายตามจินตนาการของผู้ทำและตามอิทธิพลต่างๆ ที่ได้รับ แต่ก็ยัง คงรักษาเอกรักษ์ของความเป็นผีตาโขน ไว้ได้เป็นอย่างดี  ปัจจุบันนิยมนำกระดาษที่มีสีสันมาตกแต่ง
สมุดไทย

สมุดไทย เป็นหนังสือของไทยโบราณที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งมิได้เย็บเป็นเล่มเหมือนหนังสือในปัจจุบัน ใช้กระดาษยาวติดต่อกันเป็นแผ่นเดียวพับกลับไปกลับมาเป็นเล่มหนาหรือบาง กว้างหรือยาวเท่าใดก็ได้ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้ ส่วนมากการเขียนหนังสือนั้น ในสมัยก่อนนิยมเขียนใต้เส้นบรรทัด การเขียนหนังสือบนเส้นบรรทัดเพิ่งจะมานิยมกันในสมัยที่ตัวอักษรโรมันเข้ามาสู่ประเทศไทยประมาณปลายรัชกาลที่ ๓ วัสดุที่ใช้เขียนมีหลายอย่าง เช่น ดินสอขาว น้ำหมึก ซึ่งมีสีดำที่ทำจากเขม่าไฟหรือหมึกจีน สีขาวทำจากเปลือกหอยมุก สีแดงทำจากซาด สีทองทำจากทองคำเปลว และสีเหลืองทำจากส่วนผสมของรงและหรดาล สมุดไทยมีความแตกต่างกันในตัวของมันเอง เป็นเหตุ ให้เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น เรียกชื่อตามประโยชน์ที่ใช้ ได้แก่ สมุดถือเฝ้า สมุดรองทรงและสมุดไตรภูมิ เรียกชื่อตามสีของเส้นอักษร ได้แก่ สมุดดำ เส้นขาว สมุดดำเส้นหรดาล สมุดเส้นรง และสมุดเส้นทอง อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันหมดความนิยมไปแล้ว เพราะอุปกรณ์การเขียนสมัยใหม่หาได้ง่ายและราคาถูกและมีการผลิตจำนวนมากสำหรับใช้กันทั่วโลกจึงได้รับความนิยมกันโดยทั่วไป ทำให้การเขียนแบบเก่าในสมุดไทยซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญของไทยเราค่อย ๆ ลบเลือนไป 

  

ร่ม

 ร่ม เป็นเครื่องใช้สอยอย่างหนึ่งสำหรับกันแดดและฝน ซึ่งรู้จักใช้กันมานานแล้ว มีโครงทำด้วยไม้ไผ่ ปิดด้วยกระดาษสา ส่วนหัวหรือตุ้มร่มทำด้วยไม้เนื้ออ่อน ซึ่งสะดวกแก่การกลึงและผ่าร่องซี่ของร่ม ซี่ร่มทำด้วยไม้ไผ่ ส่วนคันร่มนั้นใช้ไม้เนื้ออ่อนกลึงหรือทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็ก ด้ามร่มพันด้วยเส้นหวายผ่าซีกขนาดเล็ก ปลอกสวมหัวร่มใช้ใบลานหรือกระดาษหนา ห่วงร่มทำจากเส้นตอกไม้ไผ่ขดเป็นวงกลมและพันด้วยกระดาษสาโดยรอบ ส่วนครอบหัวร่มทำด้วยแผ่นสังกะสี เมื่อชาวบ้านทำเสร็จแล้วจะนำไปจำหน่ายในเมือง ร่มมีทำกันมากที่ตำบลบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 

สายรุ้ง

สายรุ้งเป็นแถบกระดาษสีต่างๆ ขนาดเล็กและยาว ใช้ขว้างแสดงความรื่นเริง หรือใช้ตกแต่งสถานที่โดยโยงติดกับตัวอาคาร ส่วนธงเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนมากมีรูปร่างสามเหลี่ยมหน้าจั่วและสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสีต่างๆ กัน มักใช้ในงานเฉลิมฉลองต่างๆ ที่มีลักษณะชั่วคราว มีก้านทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้จริงเป็นด้ามกลมหรือสี่เหลี่ยม 

ว่าวตุ้ยต่ย

ว่าวตุ๋ยตุ่ย มีรูปร่างแบบเดียวกับว่าวจุฬา แต่ขากบเป็นรูปเดียวกับปีกติดอยู่ซ้อนกัน ส่วนบ
นใหญ่และส่วนล่างเล็ก สุดตัวตอนล่างมีไม้ขวางอีกอันหนึ่ง สำหรับผูกหาง ซึ่งมีสองหางช่วยในการทรงตัวเมื่อขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศ ส่วนบนของหัว ไม้อันที่เป็นอกยื่นออกมาในราวหนึ่งคืบ เป็นเดือยในลักษณะสี่เหลี่ยม เพื่อเสียบที่ทำเสียง ซึ่งเป็นคันเหมือนคันกระสุนหรือธนู ทำด้วยไม้ไผ่ เจาะรูให้เป็นสี่เหลี่ยมกึ่งกลางคันให้พอดีกับเดือยสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกมา ตัวการที่ทำให้เกิดเสียงนั้น ใช้ไม้ไผ่หรือหวายเส้นโตๆ เหลาให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วเอาปลายเชือกสองข้างผูกติดกับปลายคัน เมื่อติดเครื่องทำเสียงนี้แล้ว ก็จัดการให้ว่าวขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ ไม้ไผ่หรือหวายแผ่นบางๆ ที่ถูกขึงตึงอยู่นั้น เมื่อสายลมมาปะทะ ก็จะพลิ้วตัว ทำให้เกิดเสียงดังตุ๋ยตุ่ยอยู่ตลอดเวล ว่าวนี้ทำเล่นกันตามชนบท โดยมากพระเป็นผู้ทำนิยมชักขึ้นในเวลากลางคืน
 
เครื่องกระดาษอื่นๆ
ว่าว 

ว่าวปักเป้า

ว่าวงู

ว่าวนกยูง

 

  

 

                   

  

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: