Archive | เครื่องถม RSS feed for this section

เครื่องถม

24 ก.ค.

 

เครื่องถม  เป็นงานศิลปหัตถกรรมประณีตศิลป์  โครงการแรกพร้อมกับการทอผ้าที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถทรงโปรดให้นำมาสอนเป็นอาชีพเสริมให้กับราษฎรที่ยากจน  ซึ่งเป็นความตั้งพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะช่วยลดความทุกข์ยากจนของราษฎรให้ลดลง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  จึงทรงสนองพระราชดำริ ทรงเห็นว่าช่างฝีมือทำเครื่องถมแบบโบราณนับวันจะหายากและเมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมราษฎรทางภาคใต้ ทรงเห็นว่าเครื่องถมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นงานช่างฝีมือที่ควรอนุรักษ์ส่งเสริม  การจะให้เลี้ยงไหมทอผ้า สภาพสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย  เครื่องถมซึ่งมีชื่อเสียงอยู่แล้ว  ควรจะนำมาส่งเสริมมีครูสอนเพื่อนำไปประกอบอาชีพให้แพร่หลายต่อไปได้  จึงโปรดให้ตั้งแผนกเครื่องถมขึ้นมา และให้นายปลอด เจียรศิริ เป็นครูช่างถมชาวนครศรีธรรมราชมาสอนในแผนกนี้
เครื่องถมเป็นงานศิลปหัตถกรรมประณีตศิลป์ที่เก่าแก่  มีหลักฐานว่าไทยรับการทำเครื่องถมมาจากชาวโปรตุเกส ซึ่งเข้ามาในประเทศไทยทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ราวประมาณปี พ.ศ. 2061  เครื่องถมเป็นเครื่องราธูปโภคของพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาช่างถมฝีมือดีมาทำเครื่องถมเพื่อส่งไปถวายสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ ประเทศฝรั่งเศส  กล่าวได้ว่าเครื่องถม ยังเป็นเครื่องราชบรรณาการสำคัญที่พระมหากษัตริย์ไทยมักจะถวายให้แก่กษัตริย์ต่างประเทศอีกด้วย
เครื่องถมของไทยทั้งในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง  ในกรุงเทพมหานครมีหมู่บ้านชื่อพานถม  ใกล้สะพานเฉลิมวันชาติ ถนนพระสุเมรุ มีอาชีพทำเครื่องถมขายทั้งหมู่บ้าน  หมู่บ้านนี้อพยพมาจากนครศรีธรรมราชในสมัยรัชกาลที่ 1
กรรมวิธีในการทำเครื่องถมมี 5 ขั้นตอนคือ
1. การทำน้ำยาถม  ใช้โลหะ 3 ชนิดคือ  ตะกั่ว  ทองแดง   เงิน  หลอมรวมกันใน   เบ้าหลอมขัดด้วยกำมะถันเหลืองให้โลหะผสมขึ้นสีดำ แล้วนำไปบดจนละเอียดนี้ว่า “น้ำยาถม”  น้ำยาถมที่ดีจะมีสีดำขึ้นเงาเหลือบสีเงิน
2. การเคาะขึ้นรูป  เป็นการเตรียมรูปทรงโลหะ  การเคาะขึ้นรูปจะมีแม่แบบหรือหุ่นขัดผิวโลหะให้เรียบด้วยกระดาษทรายน้ำ
3. การแกะสลัก  การแกะสลักจะเขียนลวดลายทั้งหมดด้วยหมึกก่อน  แล้วจึงสลักลายให้เป็นร่องลึก  บริเวณที่แกะสลักเป็นร่องคือบริเวณที่จะใส่น้ำยาถมลาย  ลายที่นิยมได้แก่  ลายไทย  เช่น  ลายกยก  กระจัง  ดอกไม้
4. การถมลาย  การใส่น้ำยาถมต้องใส่ให้เต็ม  เกลี่ยให้เสมอกัน และเป่าให้ความร้อนด้วยเครื่องเป่าแล่น  ความร้อนจะทำให้น้ำยาที่ถมละลายไหลเกาะติดกับโลหะเงิน
5. ขัดแต่ลาย   ผิวของโลหะเมื่อถูกความร้อน   อาจจะขรุขระหยาบเป็นเม็ดด้วยน้ำยาถมหรือน้ำประสานกระเด็นต้อขัดด้วยกระดาษทรายให้ผิวโลหะเรียบสะอาดแล้วขัดซ้ำด้วยถ่านไม้เนื้ออ่อนให้ผิวขึ้นเงา  หากลวดลายที่ปรากฏแข็งไม่อ่อนช้อยช่างแกะจะแกะต่อเติมลายเส้นเบา ๆ บนโลหะได้อีก เรียกการแกะนี้ว่า  “แกะแร” แล้วขัดให้ขึ้นเงาเป็นมันด้วยผ้านุ่มผสมยาดิน  (วรรณรัตน์  ตั้งเจริญ.  2535 : 54)
การถมหรือเครื่องถม  เป็นวิธีการประดิษฐ์ภาชนะและเครื่องประดับที่เป็นเงินหรือทอง  แต่นิยมใช้กับโลหะที่เป็นเงินมากกว่าโลหะอื่น  เป็นการประดิษฐ์ลวดลายเครื่องประดับหรือภาชนะที่เก่าแก่ของไทย  มีหลักฐานว่ามีการทำเครื่องถมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ซึ่งตรงกับสมัยของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  แต่เครื่องถมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  เป็นเครื่องถมของโรมันซึ่งมีกรรมวิธีในการทำเหมือนของไทย  จึงมีการสันนิษฐานว่าเครื่องถมมาสู่ประเทศไทยได้ 2 ทางคือ  โดยชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เช้ามารทางแถบหัวเมืองนครศรีธรรมราช ปัตตานี  มะริด  หรือชาวอินเดียเป็นผู้นำเข้ามา  เพราะมีการติดต่อค้าขายกับอินเดียที่นครศรีธรรมราช และเครื่องถมก็กำเนิดที่นครศรีธรรมราชเป็นแห่งแรก  ในปัจจุบันเครื่องถมนครศรีธรรมราชยังคงมีความสวยงามคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะไทยไว้  และเป็นเครื่องถมที่มีชื่อเสียงมาก เครื่องถมนครฯ  มีทั้งถมดำและถมทอง
สำหรับการทำถมทองนั้นจะแตกต่างกับถมอื่นคือ  ถมทองจะใช้ทั้งโลหะที่เป็นเงินและทองคำบริสุทธิ์ผสมกัน  โดยใช้ทองคำบริสุทธิ์หลอมละลาย  แล้วทาเคลือบลงบนเนื้อโลหะเงิน    แต้มเฉพาะที่เป็นลวดลาย  เป็นการแต่งตัวลายให้เกิดความสวยงาม   แต่ทองคำที่ใช้ต้องเคลือบหลายชั้น เพื่อให้ทองติดหนานพอสมควรเรียกเครื่องถมนี้ว่า “ถมตะทอง” หรือ “ถมทอง”
อ่อนการทำถมทอง รีดทองคำบริสุทธิ์ให้เป็นแผ่นบาง ตัดเป็นฝอยเล็ก ๆ และบดจนเป็นผง  ผสมกับปรอท  กวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เรียกว่า  “ทองเปียก”  แล้วนำวัตถุที่จะแตะทองมาทำความสะอาดให้หมดความเค็ม  ด้วยน้ำส้มมะขามหรือน้ำมะนาว   เช็ดทำความสะอาดแล้ว ตะทองบริเวณลวดลายที่ต้องการตกแต่ง  เมื่อถูกความร้อนปรอทจะระเหย  เหลือแต่ทองคำที่แตะแต่งไว้ตามลาย  ต้องทำซ้ำกันเช่นนี้หลายครั้ง  จนได้ความหนาตามต้องการ  การถมทองเป็นการเคลือบลายภาชนะเงิน  ให้ได้ลวดลายที่มีความงดงามและสีสันแตกต่างไปจากถมสีดำ  การทำเครื่องถมในปัจจุบันนิยมใช้กรดกัดให้เป็นลวดลายแทนสลักด้วยมือทำให้ได้ผลงานหยาบไม่สวยงามประณีตละเอียดอ่อน
การทำเครื่องถมของไทยนอกจากวิธีแกะลายลงบนโลหะให้เป็นร่องลึก  เพื่อถมยาถมให้เต็มตามลวดลายที่แกะซึ่งวิธีแกะลายให้เป็นร่องเป็นการทำเครื่องถมแบบโบราณดั้งเดิม  ปัจจุบันมีการทำลวดลายเครื่องถม  โดยการใช้กรดกัดตามลวดลายที่เขียนไว้  วิธีทำคือใช้น้ำยากันบริเวณที่ไม่ต้องการให้กรดกัด  ส่วนบริเวณที่เป็นลายต้องการให้เป็นร่องลึก  ไม่ต้องทาน้ำยา  บริเวณกรดจะกัดเป็นร่องลึก  ข้อดีของการทำเครื่องถมชนิดใช้กรดกัดคือ  ได้ลวดลายที่ซับซ้อนละเอียดกว่าการใช้เครื่องมือแกะลายสามารถทำได้จำนวนมาก และใช้เวลาการทำไม่นาน  ซึ่งเครื่องถามแบบใช้กรดกัดนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก     ได้ทรงคิดขึ้นจึงเรียกการทำเครื่องถมแบบนี้ว่า  ถมจุฑาธุช

    คำว่า “ถมจุฑาธุช”  เป็นชื่อเครื่องถมที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกได้ทรงคิดพัฒนาให้มีกระบวนการที่เร็วขึ้นและทรงประสิทธิภาพสูงขึ้น  โดยนำวิธีการเขียนลวดลายและวิธีการถ่ายภาพมาประยุกต์ใช้ในการทำเครื่องถม  แทนวิธีการสลักลวดลายแบบโบราณ ซึ่งทำได้ช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้นตอน นอกจากนั้น เมื่อนำ       ขั้นตอนของการสลักลวดลายแบบโบราณมาใช้  ก็ไม่สามารถพลิกแพลงทำรูปทรงที่ยาก ๆ ได้  เพราะจะทำให้เสียรูปทรงและจะประกอบให้เหมือนเดิมได้ยาก  ทั้งยังเสียเวลามากด้วย   กรรมวิธีในการผลิตเครื่องถมจุฑาธุชมีวิธีการดังต่อไปนี้
    1.  วิธีการทำเครื่องถมโดยการเขียนลวดลายแล้วกัดกรด
    2.  วิธีการทำเครื่องถมโดยการถ่ายแบบลวดลายที่กัดกรดแล้ว
    2.1 การถ่ายแบบลวดลายลงในแผ่นกระจก  โดยอาศัยน้ำยาโคโลเลียน (ใช้ในยุคที่การถ่ายภาพยังไม่เจริญ)
    2.2 การถ่ายแบบลวดลายลงบนแผ่นฟิล์ม  ซึ่งยังมีใช้อยู่ในปัจจุบันขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว  ที่พระองค์ท่านได้ทรงคิดค้นขึ้นมานี้  ทำให้วงการทำเครื่องถมไทยสามารถพัฒนางานได้รวดเร็วและตัดขั้นตอนในการทำเครื่องถมไปถึง 4 ขั้นตอน  (จากการทำเครื่องถมแบบโบราณ)  การที่พระองค์ท่านทรงนำเอาวิธีการดังกล่าวมาเผยแพร่นี้  นอกจากได้ประโยชน์ในเชิงวิชาการแล้ว  ยังส่งผลให้เครื่องถมนั้นมีแพร่หลายในหมู่ผู้ใช้มากขึ้น  และเจริญก้าวหน้าสืบทอดมาเป็นมรดกของชาติจนถึงปัจจุบันอีกด้วย  เป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกว่า  ถ้าเป็นถมลักษณะอย่างนี้ต้องเป็นถมจุฑาธุช  ซึ่งเรียกตามพระนามของท่านผู้คิดค้นนั่นเอง
    ลักษณะของถมจุฑาธุชมีข้อสังเกตได้ดังนี้ด้านหลังของลวดลายจะเป็นพื้นเรียบสวยงาม
    1. ลวดลายจะทำได้ละเอียดมาก และคมชัด
    2. ลักษณะของรูปทรงจะเรียบร้อยสวยงาม
    3. โดยทั่วไปแล้วจะมีแต่ถมสีเงิน (ถมดำ) เท่านั้น   ไม่นิยมทาทองเพราะพื้นถมจะหลุดง่าย
    4. ใช้วิธีแต่งลายโดยวิธีแกะแร  เพราะจะป้องกันการกระเทาะของพื้นถมพื้นถมนั้นจะไม่มีตรามด  เพราะพื้นลวดลายที่เกิดจาการกัดกรดจะลึกและเรียบเท่ากันหมด
    5. สามารถทำเป็นรูปแบบเครื่องถมยาก ๆ ได้ทุกรูปแบบ
    6. สามารถผลิตเครื่องถมที่เหมือนกันได้เป็นจำนวนมาก
    7. เนื้อวัสดุที่เกิดจากการกัดกรดรูปพรรณ  และแต่งลวดลายรูปพรรณจะหลุดหายไป   (มนตรี  จันทพันธ์.  2535 : 246 – 247)
การทำเครื่องถมของศูนย์ศิลปาชีพเป็นการทำเครื่องถมแบบโบราณของจังวัดนครศรีธรรมราช  ที่เรียกว่า  “เครื่องถมนคร” ใช้เครื่องมือแกะสลักลวดลาย มีคุณค่าของงาน    ฝีมือ  มีความประณีตสวยงาม  สอนทั้งการทำถมดำและถมทอง  ใช้โลหะที่เป็นโครงคือโลหะเงินเป็นหลัก  ซึ่งเป็นเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เงินผสม  มีคุณค่าของงานฝีมือตั้งแต่การเคาะขึ้น  รูปแกะสลักลวดลายและการถมลาย ลวดลายทั้งหมดเป็นลายไทยแบบโบราณ ใช้วิธีแกะเพลารายหรือแกะแรให้ลวดลายอ่อนช้อยเด่นชัด บางชิ้นตกแต่งฝาตลับบริเวณที่เปิดปิดด้วยการฝังอัญมณี  เช่น พลอยขาว หรือเพชรให้มีความสวยงามและมีคุณค่ายิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ที่แปลกไปจากรูปแบบเดิมที่เคยมีมาในอดีต

    การทำเครื่องถมในปัจจุบัน นิยมใช้กรดกัดให้เป็นลวดลายแทนการแกะสลักด้วยมือ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงใช้วิธีทำเครื่องถมแบบเดิมอยู่  อันเป็นการรักษากรรมวิธีและคุณภาพของศิลปะพื้นบ้านไว้เป็นอย่างดี…จากหลักฐานเชื่อว่าจังหวัด     นครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงมาก จนเรียกว่า”เครื่องถมนครฯ”  เพราะนครศรีธรรมราช  ทำเครื่องถมอย่างประณีตสวยงาม…เครื่องถมนครมีทั้งแบบถมดำและถมทอง มีตั้งแต่เครื่องประดับชิ้นเล็ก  เช่น  แหวน  กำไล  เข็มกลัดติดเสื้อไปจนถึงชิ้นใหญ่เช่น พานขันโตก ถาด ทำด้วยโลหะเงินแท้ ลวดลายสวยงามแบบลายไทย  ลวดลายเกิดจากการแกะสลักด้วยมือ  น้ำยาถมในช่องลายสีดำสนิทเรียบเสมอกัน ไม่มีตามดหรือปุ่มก้อนทั้งรูปทรงของเครื่องใช้และเครื่องประดับยังคงรักษา   เอกลักษณ์แบบดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดียิ่ง    เครื่องถมอีกชนิดหนึ่งซึ่งใช้ทองคำบริสุทธิ์หลอมละลายแล้วทาเคลือบลงบนเนื้อเงินแต้มเฉพาะที่เป็นตัวลายเป็นการแต่งตัวลายให้เกิดความสวยงาม แต่ทองที่ใช้ต้องเคลือบหลายชั้น  เพื่อให้ทองติดหนา พอสมควร  เรียกเครื่องถมนี้ว่า “ถมตะทอง” หรือถมทอง  การทำถมทอง  รีดทองคำบริสุทธิ์ให้เป็นแผ่นบาง  ตัดเป็นฝอยเล็ก ๆ และบดให้เป็นผงผสมกับปรอทกวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว   เรียกว่า  “ทองเปียก” แล้วนำวัตถุที่จะตะทองมาทำความสะอาดให้หมด ความเค็มด้วยน้ำส้มมะขามหรือน้ำมะนาวเช็ดทำความสะอาดแล้ว ตะทองหรือแตะทองบริเวณลวดลายที่ต้องการตกแต่ง เมื่อถูกความร้อนปรอทจะระเหยเหลือแต่ทองคำที่แตะแต่งไว้ตามลาย ต้องทำซ้ำกันเช่นนี้หลายครั้งจนได้ความหนาตามต้องการ   แล้วตกแต่งลายแกะแรเพื่อให้ลวดลายชัดเจนยิ่งขึ้น  การถมทองเป็นการเคลือบลายภาชนะเงินให้ได้ลวดลายที่มีความงดงาม และสีสันแตกต่างไปจากถมสีดำ  การถมทองมีความคงทนกว่าการชุบทองและยังมีความประณีตสวยงามอีกด้วย     แต่ถมทองก็มีราคาสูงตามคุณค่าของวัสดุคือทอง   (วรรณรัตน์  อินทร์อ่ำ. 2535 : 54 – 56)

    สาเหตุที่โปรดฯ ให้ตั้งแผนกถมขึ้นมา   ก็เนื่องจากคราวที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรมที่ตำแหนักทักษิณราชนิเวศน์   จังหวัดนราธิวาส   ในปี พ.ศ. 2522  ขณะนั้นที่นิคมพัฒนาภาคใต้ซึ่งตั้งอยู่ที่กิ่งอำเภอขิริน  จังหวัดนราธิวาส  มีราษฎรจากอีสานไปอยู่มาก  พราะมีความต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากินทางราชการ   จึงให้สิ่งของที่จำเป็นเช่น  ข้าวและอุปกรณ์เครื่องใช้ และจ่ายเงินให้ชาวบ้านเป็นรายเดือนแต่ไม่มากนัก  ทั้งครอบครัวชาวอีสานที่อพยพมาตั้งแต่ไม่มากนัก    ทั้งครอบครัวชาวอีสานที่อพยพมานั้นต่างก็มีบุตรหลายคน  ชีวิตความเป็นอยู่จึงลำบากยากแค้น…จึงทรงให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันที่ภาคใต้ซึ่งไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน  แต่เนื่องจากสภาพภูมอากาศไม่เอื้ออำนวยกับการเลี้ยง  จึงไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะแม้หม่อนจะมีใบงามแต่ไหมก็เป็นโรค และพอถึงขั้นตอนสาวไหมก็สาวไม่ค่อยออก…ก็ทรงมีพระราชดำริว่า  งานถมนั้นเป็นงานประณีตศิลป์ที่เก่าแก่ของไทย  ในพระบรมราชวังก็มีภาชนะที่ทรงใช้อยู่เป็นเครื่องถมทอง และถมตะทอง  รวมทั้งเครื่องลงยาราชาวดีต่าง ๆ และในส่วนพระองค์เองก็โปรดที่จะใช้เครื่องถมเป็นของพระราชทานแขกชาวต่างประเทศ  แต่เนื่องจากนานวันเข้า  ต้นทุนในการผลิตขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ  ส่วนช่างฝีมือนับวันจะลดน้อยถอยลง  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรงมีราชดำริว่า  วิชาช่างถมนี้กำลังจะเสื่อมลงทุกที  แหล่งเครื่องถมที่จะทำก็มีเพียงแหล่งเดียวเท่านั้นคือ  ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  ที่ยังรักษาวิชาของเขาไว้ได้หลายอย่าง…ดังนั้นพระองค์จึงโปรดฯให้ขอครูช่างถมจากนครศรีธรรมราชมาสอนวิชานี้  ให้กับนักเรียนศิลปาชีพ   โดยสอนกันเป็นรุ่นแรกที่จังหวัดนราธิวาส  จากนั้นก็นำนักเรียนที่ นราธิวาสเองกับนักเรียนที่มาจากครอบครัวชาวอีสานมาเรียนกันที่สวนจิตรลดา  พระราชวังดุสิต และยึดเอาเต้นท์ที่ฝึกทอผ้าเป็นที่เรียนด้วยกัน ด้วยเหตุนี้   จึงถือกันว่าแผนกทอผ้าไหมกับแผนกถมนี้  เริ่มกันที่นี่ก่อนแผนกอื่น  (กองวรรณคดีและ   ประวัติศาสตร์. 2537 : 16 – 16)

 

    เครื่องถมเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดของช่างไทยมาแต่โบราณ ที่พยายามจะหาวิธีการตกแต่งประดับเครื่องใช้และภาชนะต่าง ๆ   ให้สวยงาม  โดยอาศัยเนื้อเงินเป็นหลัก และใช้ตัวยาซึ่งเป็นโลหะผสมช่วยเป็นสีสันตัดให้เกิดลวดลายเด่นชัด  ทั้งการทำเครื่องถมและเครื่องลงยามีกรรมวิธีที่คล้ายคลึงกันและเกิดขึ้นโดยฝีมือของช่างไทย  ซึ่งสันนิษฐานกันว่างานช่างทั้งสองอย่างนี้มีทำกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และทำกันสืบต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน หากแต่การช่างทั้งสองชนิดนี้ได้ลดจำนวนลงไปมาก    ยังมีทำกันอยู่เพียงบางที่บางแห่งเท่านั้น   เช่น เครื่องถมนคร  หรือเครื่องถมนครศรีธรรมราชเป็นต้น…เครื่องถม  ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า niello และในเอ็นไซโคฟีเดียบริแตนิกาอธิบายว่าเป็นคำอิตาลี มาจากคำภาษาลาตินว่า ingellum แผลงมาจากคำว่า niger  ซึ่งแปลว่า คำและความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำเครื่องถมในตะวันตก  กล่าวกันว่านำมาจากตำราของอีแรคสิอุส  ชาวโรมัน  และเท่าที่ค้นพบเครื่องถมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเป็นชาวของโรมัน และเท่าที่ค้นพบเครื่องถมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเป็นของชาวโรมันซึ่งประมาณกันว่ามีมาก่อนสร้างกรุงโรม  ส่วนเครื่องถมของชาวตะวันตกที่เข้ามาสู่ประเทศไทยนั้น  มีผู้ให้ความเห็นว่ามาจากชาวโปรตุเกสคือ  พระเจ้ามานุเอลแห่งโปรตุเกส  ซึ่งส่งทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีกับไทยในสมัยสมเด็จพระรามาอันอับที่ 2 และได้ทรงอนุญาตให้ชาวโปรดตุเกสเข้ามาทำการค้าครั้งแรกในพระราชอาณาจักรไทยตามหัวเมืองใหญ่  4  หัวเมือง  คือนครศรีธรรมราช  ปัตตานี  ปะริด และกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งทำให้คนไทยรับเอาขนบประเพณีและศิลปวิทยาหลายอย่างมาจากชาวโปรตุเกสโดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราชได้รับเอาวิธีการทำเครื่องถมได้ และต่อมาวิธีการทำเครื่องถมก็ได้แพร่หลายเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา จนมีอยู่ครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  โปรดเกล้าให้ทำไม้กางเขนส่งไปถวายสันตปาปาที่กรุงโรม    ก็ได้รับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหาช่างถมที่ฝีมือเข้ามาทำ  แสดงว่าเมืองนครศรีธรรมราช  เป็นศูนย์กลางของการทำถม  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ.  2525 : 101)
    วรรณรัตน์  อินทร์อ่ำ  กล่าวถึง  งานเครื่องถมไว้ความว่า
    เครื่องถม คือภาชนะ  เครื่องใช้  เครื่องประดับตกแต่ง  ซึ่งแกะสลักผิวโลหะเป็นเงิน  หรือทอง  แล้วใส่ผงโลหะผสมคือ  ตะกั่ว  ทองแดง และเงิน  หลอมรวมกันแล้วนำไปบดละเอียด  ใส่น้ำประสานทอง และโรยแทรกลงไปในลายโลหะที่แกะหลอมละลายด้วยความร้อน โลหะผสมที่แทรกลงไปจะละลายเป็นสีดำถมลายที่แกะจนเต็ม  เครื่องถมนิยมทำกับโลหะที่เป็นเงินมากกว่าโลหะอื่น   ถ้าจะนำโลหะอื่นมาทำจะชุบให้เป็นสีเงินเสียก่อน  แต่ความคงทนไม่เหมือนโลหะที่เป็นเงินแท้  เครื่องถมที่ทำอยู่มี  2  ชนิดคือ  เครื่องถมดำกับเครื่องถมทอง  การทำเครื่องถมของไทย  มีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  แต่มีหลักฐานว่า  ศิลปะเครื่องถมของโรมันเป็นเครื่องถมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก    มีกรรมวิธีในการทำคล้าย  เครื่องถมของไทย  จึงมีการสันนิษฐานกันว่าเครื่องถมมาสู่ประเทศไทยได้ 2 ทางคือ   โดยชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  ซึ่งเข้ามาอยู่ทางแถบหัวเมืองนครศรีธรรมราช  ปัตตานี  มะริด หรือชาวอินเดียเป็น ผู้นำเข้ามาเพราะมีการติดต่อค้าขายกับอินเดียที่นครศรีธรรมราช  และเครื่องถม  มีกำเนิดที่นครศรีธรรมราชเป็นแห่งแรก   (วรรณรัตน์   อินทร์อ่ำ.  2535 : 53)