Archive | กรกฎาคม, 2010

อุดม สมพร

30 ก.ค.
นายอุดม สมพร เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2485 ที่บ้านเลขที่ 46 บ้านไร่ต้นมะม่วง(หมู่ 13 เดิม) ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นบุตรนายเนียมและนางชวา สมพร สมรสกับ น.ส.มะลิ เอื้อนอาจ มีบุตรสาว จำนวน 2 คน
ใน ด้านการศึกษา ท่านเข้ารับการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนแคทราย ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี ในปี พ.ศ.2494 เข้ารับการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ อ.เมืองราชบุรี ในปี พ.ศ.2498 เข้ารับการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาที่โรงเรียนฝึกหัดครู เพชรบุรี ในปี พ.ศ.2506 เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2515 และเข้ารับการศึกษาระดับปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิตที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2518
ผลงานที่ท่านได้สร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์มรดกไทยมีมากมายหลายประการด้วยกันที่สำคัญ ได้แก่
  • เป็น ผู้ดำเนินการโครงการสร้างศูนย์สืบทอดศิลปผ้าจกราชบุรีขึ้นที่บริเวณวัดแค ทราย ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 5 ธันวาคม 2530 โดยใช้เป็นสถานที่ฝึกหัดทอผ้าจกและศูนย์วิชาการเกี่ยวกับผ้าจก ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้าภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมเกี่ยวกับผ้า จก ที่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าของชาวไทยวนใน จ.ราชบุรี
  • เป็น ผู้ร่วมจัดตั้งศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี ขึ้น จำนวน 3 แห่ง คือ ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี หน่วยที่ 1 วัดคูบัว ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี หน่วยที่ 2 วัดนาหนอง ต.ดอนแร่ อ.เมืองราชบุรี ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี หน่วยที่ 3 วัดรางบัว ต.รางบัว อ.จอมบึง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ฝึกหัดทอผ้าจก และจำหน่ายศิลปหัตถกรรมเกี่ยวกับผ้าจกให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
  • เป็น ผู้ร่วมจัดกิจกรรมฟื้นฟูศิลปผ้าจกไทยวนราชบุรี ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทั้งใน จ.ราชบุรีและจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน
  • เป็น ผู้จัดทำหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2538 ประเภทวิชาศิลป สาขาศิลปหัตถกรรม ให้แก่กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นให้แก่วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี
  • เป็นผู้จัดทำสื่อการเรียนการสอนการฝึกหัดทอผ้าจกด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (HAND-HI-TECH) ให้แก่นักเรียนทอผ้าระบบทวิภาคี
  • เป็นผู้จัดตั้งกลุ่มผู้สนใจวิชาชีพทอผ้าจกเพื่ออนุรักษ์ศิลปผ้าจกและพัฒนาอาชีพเสริมให้แก่ประชาชนใน จ.ราชบุรี
  • เป็นผู้สร้างกี่ทอผ้าพุ่งกระสวยด้วยมือที่ใหญ่ที่สุดในโลกไว้ในศูนย์สืบทอดศิลปผ้าจกราชบุรี
  • เป็นผู้จัดให้มีการทอผ้าจกรวมลายใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อมอบให้จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี
  • เป็น ผู้จัดให้มีการทอผ้าจกรวมลาย “จกภูษา กาญจนาภิเษก” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระยาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสครองราชย์เป็นปีที่ 50 พ.ศ.2539

เกียรติคุณและรางวัลที่ท่านได้รับเกี่ยวกับงานด้านการอนุรักษ์มรดกไทย ที่สำคัญ ได้แก่

  • ใน ปี พ.ศ.2529 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของชมรมราชบุรีสมุนไพรในโครงการตามพระ ราชดำริสวนป่าสมุนไพรในโครงการตามพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร
  • ใน ปี พ.ศ.2533 ได้รับประกาศนียบัตรขอบคุณในฐานะผู้มีอุปการะคุณจากสถาบันวัฒนธรรมภูมิภาค ตะวันตก มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับรางวัลพระราชทานที่ 1 ประเภทผ้าไหมลายพื้นบ้าน ในการประกวดที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
  • ในปี พ.ศ.2534 ได้รับประกาศเกียรรติคุณจากกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของชาวไทยยวนราชบุรี
  • ใน ปี พ.ศ.2536 ได้รับรางวัลชนะเลิศประกวดผ้าซิ่นตีนจก จากคณะกรรมการจัดงานวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จ.ราชบุรี ได้รับประกาศเกียรติคุณ ยกย่องเป็นนักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่นระดับชาติ ประจำปี พ.ศ.2536 จากคณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย ในฐานะผู้มีผลงานการสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกไทย และได้รับพระราชทานรางวัลดีเด่นในการประกวดผ้าประเภทที่ 1 ผ้าโบราณ และรางวัลชมเชยในการประกวดผ้าประเภทที่ 2 ผ้าตีนจก จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 12 สิงหาคม 2536
  • ใน ปี พ.ศ.2537 ได้รับเกียรติบัตรจากกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะครูอาจารย์ผู้ปฏฺบัติหน้าที่เพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ไทยให้แก่เยาวชนในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ให้แก่องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย
  • ใน ปี พ.ศ.2541 ได้รับการประกาศเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล สาขาศฺลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับผ้าเป็นบุคคลแรกของสาขา ทะเบียนเลขที่ 31/2541 และได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีให้เป็นบุคคลดีเด่นของชาติ ประจำปี 2541 สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิคนไทย ด้านอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 และได้เข้ารับโล่และเข็มเชิดชูเกียรติจากนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2543
Advertisements

หนังตะลุง

30 ก.ค.
นอกจากจะถือ ว่าหนังตะลุงเป็นเรื่องบันเทิงใจอย่างมหรสพทั่วๆ ไปแล้ว ยังมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ปะปนอยู่ด้วยหลายประการ ซึ่งจะประมวลเป็นข้อๆ ต่อไปนี้คือ
1. ความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอ ครูหมอคือบูรพาจารย์และบรรพบุรุษที่นายหนังแต่ละคนสืบเชื้อสายมา โดยเชื่อว่าครูเหล่านั้นยังห่วงใจผูกพันกับนายหนัง หากนายหนังบูชาเซ่นพลีตามโอกาสอันควร ครูหมอก็จะให้คุณ แต่หากละเลยก็อาจให้โทษได้ หนังตะลุงแทบทุกคนจึงมักตั้ง ตั้งหิ้ง (ชั้นไม้ขนาดเล็ก แขวนไว้ข้างฝาในที่สูง) ให้เป็นที่สถิตของครู ปักธูปเทียนบูชาและจะมีพิธีไหว้ครูเป็นระยะๆ เช่น 3 ปีต่อครั้ง ปีละครั้งเป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่จะตกลงกับครูไว้อย่างไร
2. ความเชื่อเกี่ยวกับรูปหนัง เชื่อว่ารูปทุกตัวที่ผูกไม้ตับ ผูกมือ เบิกปาก เบิกตา ชุบร่าง แล้วย่อมมีอาถรรพณ์ผู้ใดเล่นด้วยความไม่เคารพย่อมไม่เกิดมงคลแก่ตน อีกประการหนึ่งรูปแต่ละประเภทมีศักดิ์ไม่เท่ากัน การจัดเก็บต้องเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ และต้องเอารูปที่มีศักดิ์สูงไว้บนเสมอ
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ รูปศักดิ์สิทธิ์ การทำรูปชนิดนี้ต้องเลือกหนังสัตว์ที่ตายไม่ปรกติ เช่น ถูกฟ้าผ่าตาย คลอดลูกตาย และหากเลือกชนิดสัตว์ได้เหมาะกับรูปก็ยิ่งจะทำให้ขลัง เช่น รูปตลกทำด้วยหนังหมี รูปฤาษีทำด้วยหนังเสือ เป็นต้น
3. ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเดินทาง ก่อนออกเดินทางต้องทำพิธี ยกเครื่อง โดยประโคมดนตรีอย่างสั้นๆ นายหนังบอกกล่าวขอความสวัสดีจากครูหมอ ขณะเดินทางถ้าผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือวัดวาอารามเก่าๆ จะหยุดประโคมดนตรีถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้น เมื่อถึงบ้านเจ้าภาพจะว่าคาถา ทักเจ้าบ้าน (ทักทายเจ้าที่รักษาบ้าน) แล้วประโคมดนตรีสั้นๆ เรียกว่า ตั้งเครื่อง (บางคณะอาจตั้งเครื่องก่อนทำพิธีเบิกโรงก็ได้)
4. ความเชื่ออื่นๆ ซึ่งมักเป็นเรื่องไสยศาสตร์ที่ทำเพื่อป้องกันปัดเป่าเสนียดจัญไร ขอความสวัสดีมีชัย สร้างเมตตามหานิยม เช่น ก่อนขึ้นโรงดินเวียนโรงทำพิธีปัดเสนียด ผูกหนวดราม (เชือกผูกจอ) เส้นสุดท้ายพร้อมว่าคาถาผูกใจคน เป็นต้น
ความเชื่อของหนังตะลุงมีมาก ในอดีตถือว่าไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่นายหนังต้องเรียนรู้ แสดงหนังได้ดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องรอบรู้ไสยศาสตร์อย่างดีด้วยจึงจะเอาตัวรอด แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องนี้เท่าใดนัก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

28 ก.ค.

พระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือการเสด็จ พระราชดำเนินตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกแห่งหน ทั่วทุกภาคของประเทศไทยพระราชกรณียกิจนี้ ได้ทรงปฏิบัติติดต่อกันมานานนับเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว จึงทำให้ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎรว่ามีความทุกข์สุขอย่างไร ที่ทรงเป็นห่วงมากก็คือ ความยากจนของราษฎรจึงทรงมีพระราชประสงค์จะจัดหาอาชีพให้ราษฎรทำ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เพียงพอแก่การยังชีพ ในภาวะปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในงานฝีมือพื้นบ้าน หรือศิลปกรรมพื้นบ้าน ที่จัดทำขึ้นโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นมาก พระองค์จึงส่งเสริมในเรื่องนี้โดยการจัดให้มีครูออกไปฝึกสอนราษฎร

เป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพ ของงานให้ดียิ่งขึ้น เมื่อราษฎรมีความชำนาญแล้วผลงานที่ผลิตออกมา ก็จะทรง รับซื้อไว้ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งงานนี้ต่อมาได้ขยายออกเป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2519 และได้ทรงจัดตั้งโรงฝึกอบรมศิลปาชีพขึ้นแห่งแรกที่พระตำหนักสวนจิตรลดา.ในวันฉัตรมงคลปี 2523 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้นาย
ธานินทร์ กรัยวิเชียร รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ สรรหาที่ดินที่ใกล้เคียงกับพระราชวังบางปะอินเพื่อจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพอีกแห่งหนึ่ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร จัดหาที่ดินได้ 2 แปลง เป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้รัฐบาลจัดการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ราษฎรผู้ยากไร้ได้มีที่อยู่และทำมาหากินตามอัตภาพ แปลงหนึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก อีกแปลงหนึ่งอยู่ที่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ดินแปลงที่อยู่ที่อำเภอบางไทรด้วยพระองค์เอง ซึ่งที่ดินแปลงนี้มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 750ไร่เศษ และทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าสมควรจะสร้างศูนย์ศิลปาชีพ ณ ที่นี้ วันที่ 3 มิถุนายน 2523 รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ และรัฐบาลยังได้มีมติให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุนโครงการของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดตั้งขึ้นโดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการดูแล
สถานที่และการฝึกอบรม และมีหน่วยทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ มาช่วยดูแลในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดฝึกอบรมศิลปาชีพเรื่อยมา และมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก 200 ไร่เศษ รวมเป็นเนื้อที่ของศูนย์ฯ ทั้งหมดเกือบ 1,000 ไร่ในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเปิดศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2527

การสานปลาตะเพียน

25 ก.ค.

ความเป็นมาของปลาตะเพียนใบลาน
การสานปลาตะเพียนใบลานเป็นอาชีพเก่าแก่ที่ทำสืบต่อกันมาตั้งแต่ บรรพบุรุษนานกว่า 100 ปี โดยสันนิษฐานว่าชาวไทยมุสลิมซึ่งล่องเรือขายเครื่องเทศอยู่ตามแม่น้ำเจ้า พระยาและอาศัยอยู่ในเรือเป็นผู้ประดิษฐ์ปลาตะเพียนสานด้วยใบลานขึ้นเป็น ครั้งแรก แรงบันดาลใจอาจจะมาจากความรู้สึกผูกพันอยู่กับท้องน้ำ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวและความคุ้นเคยกับรูปร่างหน้าตาของปลาตะเพียนเป็นอย่างดี โดยใช้วัสดุจากท้องถิ่น เช่น ใบมะพร้าว ใบลาน ใบตาล ปลาตะเพียนที่สานด้วยใบลานในสมัยก่อนนั้นไม่สวยงามและมีขนาดใหญ่โตเช่น ปัจจุบันนี้ ปลาตะเพียนรุ่นแรกที่สร้างขึ้นเรียกว่า “ปลาโบราณ” โดยจะทำเป็นตัวปลาขนาดเล็กๆ ขนาด 1-3 ตัวเท่านั้น ปลาตะเพียนใบลานมักทาด้วยสีเหลืองซีดๆ ที่ทำด้วยวัตถุดิบตามธรรมชาติที่เรียกว่า “รงค์” ผสมกับน้ำมันวานิช แล้วนำไปเสียบไม้สำหรับห้อยแขวนเลยและปลาตะเพียนใบลานในสมัยก่อนยังมีจำนวน น้อยมากถ้าเทียบกับปัจจุบัน

ปลาตะเพียน

ปลาตะเพียนใบลานกับความเชื่อ

ปลาตะเพียนใบลานเป็นงานหัตถศิลป์ฝีมือชาวมุสลิมในท้องที่ท่า วาสุกรี บ้านหัวแหลมที่อยู่คู่อยุธยามาเป็นเวลาร่วมร้อยปีจนถึงวันนี้ ก็ยังนับได้ว่าอยุธยาเป็นแหล่งผลิตปลาตะเพียนสานใบลานใหญ่ที่สุดในประเทศคน ไทยคุ้นเคยและใกล้ชิดกับปลาตะเพียนมานานแล้วและสมัยก่อนเชื่อกันว่าปลา ตะเพียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะช่วงที่ปลาโตเต็มที่กินได้อร่อยเป็นช่วงที่ข้าวตกรวงพร้อมเก็บเกี่ยวพอ ดีเรียกว่าเป็นช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน” ด้วยความเชื่อในเรื่องดังกล่าว จึงมีผู้นิยมนำใบลานแห้งมาสานขดกันเป็นปลาตะเพียนจำลองขนาดต่างๆ แล้วผูกเป็นพวงๆ แขวนไว้เหนือเปลนอนของเด็กอ่อนเพื่อให้เด็กดูเล่น และถือเป็นสิ่งมงคลสำหรับเด็ก เท่ากับอวยพรให้เด็กเจริญเติบโตมีฐานะมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ดุจปลาตะเพียนใน ฤดูข้าวตกรวง บ้างก็มีความเชื่อว่า ปลาตะเพียนเป็นสิ่งสิริมงคล ทำให้เงินทองไหลมาเทมา บ้างก็ว่า หากบ้านไหนแขวนปลาตะเพียนไว้หน้าบ้านจะทำให้บ้านนั้นมั่งมีศรีสุข ทำมาค้าขึ้น นอกจากนี้ปลาตะเพียนยังมีนัยยะที่บ่งบอกถึงเรื่องความขยันหมั่นเพียรอีกด้วย ปลาตะเพียนสานเป็นเครื่องแขวนที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญ 6 ชิ้นคือ กระโจม แม่ปลา กระทงเกลือ ปักเป้า ใบโพธิ์ และลูกปลา มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่เขียนเป็นลวดลายตกแต่งสวยงามสำหรับแขวนเหนือเปลลูกผู้มีบรรดาศักดิ์ และ ชนิดเป็นสีใบลานเรียบๆ ไม่มีการตกแต่งอย่างใดใช้แขวนเหนือเปลลูกชาวบ้านธรรมดาสามัญ ปลาตะเพียนใบลานที่มีลวดลายสีสันต่างๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน เป็นปลาตะเพียนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 สืบทราบได้เป็นเลาๆ ว่าหลวงโยธาฯ ข้าราชการเกษียณผู้มีนิวาสสถานอยู่ใกล้สะพานหัน ตำบลวังบูรพา กรุงเทพฯ เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำให้สวยงามขึ้น แล้วนำออกจำหน่ายตามงานวัดต่างๆ นับแต่นั้นมาคนก็หันมานิยมปลาตะเพียนสานกันมากขึ้น ปัจจุบันความนิยมการสานปลาตะเพียนไปแขวนเปลให้เด็กอ่อนอาจจะเหลือน้อยมากแต่ กลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี

การสานปลาตะเพียน

ขั้นตอนการสานปลาตะเพียน
1. นำใบลานมาตัดเป็นเส้นยาว จำนวน 2 เส้น
2. นำใบลานเส้นที่ 1 มาพันมือ 2 รอบ
3. นำใบลานหั่นได้แล้วดึงมือที่พันออก ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับไว้
4. นำใบลานใบที 2 มาพับครึ่งแล้วสอดเข้าไปในใบมะพร้าวที่พันไว้ในรอบแรก
5. เสร็จแล้วให้ใช้ใบลานเส้นที่ 2 เส้นล่างสอดช่องใบลานเส้นที่ 1 ห่วงแรก
6. กลับด้านหลังขึ้นมานำใบลานเส้นที่ 2 ปลายด้านล่างสอดช่อง แล้วดึงจัดให้สวยงาม
7. ใช้กรรไกรตกแต่ง ครีบและหาง
8. สานใบลานส่วนที่เป็นองค์ประกอบอื่นๆ เช่น กระโจม กระทงเกลือ ใบไพ เม็ดปักเป้า
และลูกปลานำตัวปลาและเครื่องประกอบอื่นๆระบายสีให้สวยงาม
9. นำลูกปลาเละเครื่องประกอบอื่นๆที่ตกแต่งแล้วมาประกอบกับปลาตัวใหญ่ จะได้ปลาตะเพียนเป็นพวงสวยงาม

ตุ๊กตาเสียกบาล

24 ก.ค.

 การปั้นตุ๊กตาชาวบ้านส่วนใหญ่จะผูกพันถึงเรื่องไสยศาสตร์ ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของชาวบ้าน การปั้นตุ๊กตาดินเผาหรือตุ๊กตาดินเหนียวของไทยในอดีต หรือปัจจุบันก็ยังมีอยู่เพื่อการเซ่นไหว้ การบวงสรวง ตามความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นต้นว่า การใช้ตุ๊กตาเป็นตัวแทนศัตรูหรือการทำลายล้างศัตรู ด้วยการใช้เวทมนต์คาถาอาคมเสกเป่า ทำร้ายด้วยการใช้เข็มเสียบตามอวัยวะตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของศัตรู หรือด้วยการหักแขน หักขา ศัตรูเพื่อให้เกิดอันตราย เกิดความเจ็บปวดหรือความตายเกิดขึ้นแก่ฝ่ายตรงกันข้าม
      นอกจากนั้นมีตุ๊กตาอีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นตามความเชื่อถือของชาวบ้าน คือ ตุ๊กตาเสียกบาลเป็นตุ๊กตาที่ทำขึ้น เพื่อปัดเป่าอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนเจ็บป่วย ด้วยการนำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ นั่งพับเพียบ ตุ๊กตาตัวนี้อาจเป็นดินเหนียวธรรมดา หรือดินเผา มีการทำกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ส่วนใหญ่จะพบตุ๊กตาไม่มีหัวจะพบที่สมบูรณ์ก็มีอยู่บ้าง ตามเตาเผาของสุโขทัยบ้าง จึงทำให้เรียกว่า “ตุ๊กตาเสียกบาล” คือ “เสียหัว”

ตุ๊กตาเสียกบาล ส่วนใหญ่ยังคงมีการทำอยู่ตามชาวชนบทหรือตามท้องถิ่น ที่ยังคงมีความเชื่อต่างๆ แฝงอยู่ เช่น ความเชื่อถือทางด้านคาถา, ความเชื่อทางไสยศาสตร์ ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่ของท้องถิ่นซึ่งต้องอาศัยสิ่งอื่นมาช่วยชีวิตของคนให้ดีขึ้น

เรื่องเล่าเกี่ยวกับตุ๊กตาเสียกบาล

เป็นวิธีสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อของคนโบราณ เริ่มจาก เลือกวันเสาร์ ที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดดี
ตอนเช้าให้ปั้นดินเหนียวเป็นตุ๊กตาเพื่อเป็นตัวแทน แล้วตากแดดให้ตุ๊กตาแข็งตัว  รอจนเวลาเย็น พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ให้เตรียมเครื่องเซ่นแก่เทวดาให้พร้อม จากนั้น เอาตุ๊กตาแนบไว้กับตัวตลอดเวลาที่เดินไป เพื่อจะได้ดูดสิ่งไม่ดีต่างๆออกจากตัว เดินไปถึงที่ ทางสามแพร่ง แล้วนำเอาตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนวางลง   จุดธูปเทียนบวงสรวงเทวดา แล้วจึงให้ต่อยหัวตุ๊กตาให้หลุดไป เป็นการแสดงว่าตุ๊กตาได้รับเคราะห์แทน  พิธีนี้ที่จริงเป็นการเลียนแบบมาจากการ ตัดหัวนักโทษในสมัยโบราณ เขาจะทำกันในเวลาพระอาทิตย์ กำลังจะตกดิน ตรงทางสามแพร่ง เพื่อฆ่าให้ตายแล้วก็ถือว่าเป็นการสาปแช่งให้ผู้นั้นลับไป อย่าให้ผุด ให้เกิดอีกเหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน จะได้ไม่มาทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอีกต่อไป

เครื่องหิน

24 ก.ค.

                  วัสดุธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนำมาทำหัตถกรรมก็คือ หิน ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น หินแกรนิตและหินทราย ซึ่งมีสีต่าง ๆ คือ สีเทา สีเหลือง และสีน้ำตาล หินแกรนิตนั้นเป็นหินที่มีคุณภาพดี ได้มาจากภูเขาในจังหวัดตาก และจังหวัดเลย หินทรายได้มาจากภูเขาในจังหวัดตากและจังหวัดเลย หินทรายได้มาจากจังหวัดนครราชสีมาชาวบ้านจะนำหินมาแกะสลักเพื่อนำมาใช้ประโยชน์หลายประการด้วยกัน เช่น ทำเกี๊ยบ สำหรับประดับตกแต่งฮวงซุ้ยหรือที่ฝังศพ รูปสิงโตนั่งซึ่งส่วนมากใช้ประดับไว้ตรงประตูทางเข้าไปในโบสถ์หรือวิหารต่าง ๆ ครกและโม่สำหรับตำและบดอาหาร ลูกนิมิตและใบเสมา ซึ่งใช้สำหรับปักเขตพระอุโบสถในวัดหรือใช้สำหรับกำหนดเขตวัดหรือที่ของสงฆ์ ลูกนิมิตนั้นมีลักษณะกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ใช้ฝังอยู่ใต้ฐานเสมาโดยรอบ เข้าใจว่าเป็นประเพณีทกมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมา (พ.ศ. ๒๓๐๐) การใช้หินมาทำใบเสมานั้น ก็เพราะมีความคงทนกว่าไม้ ซึ่งผุพังได้ง่าย ส่วนเหล็กและทองแดงนั้นเป็นวัสดุที่มีค่าอาจถูกนำไปหลอมเป็นอย่างอื่นได้ หินที่นิยมใช้ทำกันคือ หินชนวน หินอ่อน และหินทรายขาว ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ใช้หินครกและหินที่ส่งมาจากเมืองจีน ใบเสมาของแต่ละสมัยจะมีขนาดไม่เหมือนกัน ความสำคัญพิเศษของใบเสมาก็คือลวดลายที่จำหลักลงไป ซึ่งแสดงถึงความคิดและรสนิยมของคนในแต่ละสมัย

การแกะสลักหินนั้นจะเริ่มต้นด้วยการสลักหินจากภูเขาตามขนาดที่ต้องการ จะไม่ใช้วิธีระเบิด เพราะจะทำให้หินแตกร้าว นำมาแกะสลักไม่ได้ ต่อจากนั้นจะแต่งผิวหน้าให้เป็นรูปทรงตามต้องการด้วยการสับแต่ง ซึ่งมีอยู่ ๒ ขั้นด้วยกันคือ สับหยาบและสับละเอียด แล้วจึงจะแต่งผิวหุ่น ในกรณีที่ต้องการลวดลายเพิ่มเติมจึงจะลอกลายลงไปในหน้าหินแล้วสกิดด้วยเครื่องมือ ซึ่งมีลักษณะปลายแบนเหมือนขวาน เป็นลวดลายต่อไป สำหรับลูกนิมิตนั้น หุ่นเดิม เป็นรูสี่เหลี่ยมหรือทรงกลม แต่ยังไม่ดีพอ ต้องนำมาทำให้กลมขึ้นอีก ช่างแกะสลักหินหัดใหม่นิยมหัดจากการทำลูกนิมิตก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนประมาณ ๘ เดือน ถึง ๑ ปี เมื่อมีฝีมือดีขึ้นแล้วจึงจะสามารถแกะสลักงานที่มีลวดลายละเอียดได้

เครื่องกระดาษ

24 ก.ค.

เครื่องกระดาษเป็นงานหัตถกรรมชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการต่าง ๆ กัน คือ เพื่อใช้สอย เช่น สมุดไทย ร่ม ฯลฯ เพื่อประดับตกแต่งในโอกาสต่าง ๆ เช่น สายรุ้ง ธง ฉัตร เพื่อการบันเทิงอารมณ์ เช่น หัวโขน หน้ากาก (กระตั้วแทงเสือ) หัวโต รูปสัตว์ (หมู ช้าง สิงห์) ตุ๊กตา และว่าว เป็นต้น